นายสรวุฒิ พ่วงนาค อาจารย์สอนเปียโน อดีตนักเรียนโฮมสคูล กล่าวว่า ปัญหาของระบบการศึกษาคือ การที่นักเรียนถูกตีกรอบด้วยกฎเกณฑ์ ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้หรือแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ตนเองต้องการ ด้านนายธนภณ เรืองมณฑป ผู้ปกครองเด็กที่เรียนแบบโฮมสคูล เผยว่า การเรียนแบบโฮมสคูลไม่ใช่กระแสที่ทุกคนจะทำตาม แต่ควรจะศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมในแต่ละครอบครัว

นายสรวุฒิ พ่วงนาค อาจารย์สอนเปียโน อดีตนักเรียนโฮมสคูล

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2563 ที่ผ่านมา นายสรวุฒิ พ่วงนาค อาจารย์สอนเปียโน อดีตนักเรียนโฮมสคูล กล่าวว่า น้องสาวของตนได้เริ่มเรียนแบบโฮมสคูลก่อนตั้งแต่วัยอนุบาล เพราะรู้สึกไม่ชอบการเรียนในโรงเรียน เนื่องจากโดนคุณครูบังคับให้ทำสิ่งต่าง ๆ คุณพ่อคุณแม่จึงได้ปรึกษาและหาข้อมูลเพื่อให้น้องทดลองเรียนแบบโฮมสคูล ส่วนของตนเกิดจากความกดดันในช่วงมัธยม เพราะตนเป็นนักเรียนทุนเรียนดีต้องอ่านหนังสือตลอดเวลารู้สึกไม่มีความสุข จึงเปลี่ยนมาเรียนในรูปแบบโฮมสคูลตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย

นายสรวุฒิ กล่าวต่อว่า การเรียนแบบโฮมสคูลสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความสุขอันเกิดจากการที่ไม่ต้องทำตามกฎเกณฑ์ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำ เพราะได้ตระหนักว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่มีผลต่อการเรียน เช่น การตัดผมสั้น การใส่ถุงเท้าขาวไปโรงเรียน และมีเวลาทำในสิ่งที่ตนเองชอบมากกว่าตอนเรียนในโรงเรียน อีกทั้งยังมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเพราะต้องมีการวางแผนการเรียนในทุกวัน แต่จะมีข้อเสียเกิดขึ้นถ้าไม่มีการวางแผนการเรียนให้ชัดเจนจะส่งผลให้แต่ละวันไม่เกิดประโยชน์ หากไม่มีเป้าหมายให้เริ่มจากสิ่งที่ตนเองชอบเพื่อเป็นจุดเริ่มของการเรียนรู้ นายสรวุฒิกล่าว

นายธนภณ เรืองมณฑป ผู้ปกครองเด็กที่เรียนแบบโฮมสคูล

ด้าน นายธนภณ เรืองมณฑป ผู้ปกครองเด็กที่เรียนแบบโฮมสคูล เปิดเผยว่า เพื่อต้องการให้ลูกเรียนรู้ในสิ่งที่ทางโรงเรียนไม่มีสอน เช่น การปลูกข้าว ประสบการณ์จากสังคม ตนจึงตัดสินใจให้ลูกเรียนโฮมสคูลตอนอายุ 7 ปี จนปัจจุบันอายุ 9 ปีก็ยังเรียนอยู่ โดยวิชาที่สอนลูกจะเหมือนกับทางโรงเรียน มี 8 สาระการเรียนรู้ โดยแต่ละวันจะมีการวางแผนการเรียนคล้ายกับโรงเรียน แต่จะใช้ประสบการณ์มาช่วยเสริมมากกว่าที่จะศึกษาแค่ในตำราเรียน

การเรียนแบบโฮมสคูลจะมีความใกล้เคียงกับการเรียนในระบบการศึกษาทั่วไป เพียงแต่โฮมสคูลจะมีอิสระในการเรียนรู้มากกว่า เพราะเด็กสามารถเรียนรู้หาประสบการณ์ในสถานการณ์จริงและมีเวลาค้นหาในสิ่งที่ตนเองชอบเร็วกว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียน นายธนภณกล่าว

นายธนภณ เผยอีกว่า การเรียนในรูปแบบโฮมสคูลมีทั้งด้านดีและด้านเสีย ด้านดี คือ เด็กได้มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีมนุษยสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่หลากหลายสืบเนื่องมาจากการที่ได้เรียนรู้และทำกิจกรรมตามสถานที่ต่าง ๆ ทำให้พบเจอสังคมที่กว้างขึ้น แต่ในด้านเสียมักจะเกิดจากผู้ปกครองที่นำตัวเองเป็นศูนย์กลางมากกว่าความชอบและการเรียนรู้ของเด็ก

ในอนาคตหากเด็กต้องการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนก็สามารถทำได้ เนื่องจากการเรียนแบบโฮมสคูลถูกจดทะเบียนกับเขตการศึกษาและมีการสอบวัดระดับทุกปี จึงสามารถนำใบที่สอบผ่านไปยื่นกับทางโรงเรียนเพื่อเรียนเทียบในระดับชั้นนั้นได้ นายธนภณ กล่าวแสดงความคิดเห็น

โฮมสคูลไม่ใช่กระแสและไม่ใช่เรื่องง่าย การเรียนในรูปแบบนี้จะไม่เกิดประโยชน์ ถ้าหากผู้ปกครองไม่ใส่ใจหรือไม่ฟังความคิดเห็นของเด็ก ครอบครัวต้องมีการวางแผนในทิศทางที่ดี มีความพร้อม ความเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่จะสนับสนุนเด็กรูปแบบของการเรียนนอกระบบ นายธนภณกล่าวทิ้งท้าย

‘โฮมสคูล’ อีกหนึ่งทางเลือกของระบบการศึกษา การเรียนรู้ที่เด็กเป็นศูนย์กลางในการศึกษา

Writer

วิภาดา สุทธิภัทรพงศ์
ตัวหนังสือเป็นหนึ่งช่องทางของการสื่อสาร เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถแสดงออกผ่านทางปลายปากกา

Photographer

พัชรินทร์ อินรัตน์
ชอบท่องเที่ยวออกไปหาแรงบันดาลใจ ฝึกฝนการเขียนให้งานมีคุณภาพ การได้ลงพื้นที่ไปหาข้อมูล ได้เรียนรู้ทัศนคติของคน การกระทำและเหตุผลของแต่ละคน แล้วผลที่เราได้รับกลับเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ชีวิตได้รับ