“ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนตกเพราะกบมันร้อง”

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เชื่อในเพลงกล่อมเด็กท่อนนี้กันบ้างหรือเปล่า เราไม่ได้รีบร้อนเอาคำตอบจากคำถามที่ตั้งไว้ในย่อหน้าแรกหรอก เพียงแค่อยากให้ทุกท่านได้นึกย้อนไปยังวัยเด็ก ก่อนจะชักชวนให้ร่วมกางร่มเดินทางในหน้าฝนไปพร้อม ๆ กัน

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยฤดูกาลแห่งฝน มองผ่านมุมหน้าต่างห้องสู่ระเบียงที่มีท้องฟ้ามืดดำจับกลุ่มเมฆให้กลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำ ไหลรินร่วงหล่นลงคล้ายฟ้าร้องไห้ แจ้งเตือนในไลน์บอกว่าให้ระวังพายุเข้า และใช่ นั่นคงเป็นสารแห่งความห่วงใยที่ส่งตรงมาจากครอบครัวที่อยู่แดนไกล

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เรากลับบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ต่างจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทุ่งนาสีเขียวขจีรอวันเปลี่ยนสีของรวงข้าวและเริ่มต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว มีคำถามเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากสีแดงสดที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกยี่ห้อที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป “น้าชอบฤดูไหนมากที่สุด ระหว่างฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน” เธอเอ่ยปากถามผู้เป็นน้าที่มีศักดิ์เป็นน้องสาวของแม่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

น้าระบายยิ้มอ่อน เปล่งเสียงออกมาจากริมฝีปากเล็ก ๆ ของเธอและตอบกลับมาด้วยสายตาแห่งความอ่อนโยน “ฤดูฝนซิ เพราะมันทำให้ต้นไม้ที่สวนของเราโตขึ้น” เธอหัวเราะ

เรายิ้มตอบกลับไป แทนการปิดจบบทสนทนาที่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เราชอบใจนัก แต่ไม่อาจคัดค้านว่าสิ่งที่เธอพูดออกมานั้น เราไม่เห็นด้วย

ย้อนกลับมาที่กรุงเทพ เช้านี้เราตั้งใจที่จะใช้เวลาของวันหยุดท้ายสัปดาห์ในการเดินชมนิทรรศการดี ๆ สักแห่ง เราพึมพำกับความคิดในหัว “แล้วมันจะมีงานศิลปะที่ไหนบ้าง ที่จัดในหน้าฝนแบบนี้” หน้าฝนที่เราไม่ชอบมันเอาซะเลย เสียงฟ้าร้อง ความเฉอะแฉะของพื้นดิน เปียกปอน และผ้าอับชื้น เราถกเถียงกับตัวเองอยู่พักใหญ่ ด้วยเพราะไม่อยากทำให้วันหยุดกร่อยลงไปตามสายฝน จึงเคลื่อนตัวเองลงจากเตียงนอนขนาดห้าฟุตที่โอบอุ้มเราไว้ทั้งราตรี ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย

หากเพราะทั้งสัปดาห์ไม่ได้มีเวลาว่างมากเพียงพอจะจัดการกองเสื้อผ้าพะเนินเทินทึกเหล่านั้น ที่พร้อมจะล้นทะลักออกมาทักทายพื้นห้อง (หากไม่รีบนำมันไปซักแห้งสักที) เราจึงจำเป็นต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่ยังมีหลงเหลือในตู้และกางเกงยีนส์สีขาว ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ถูกใจที่สุด

สองมือหยิบคว้ากล้องคู่ใจ แบกกระเป๋าสะพายข้างใบใหญ่หนาเตอะ มือขวารับหน้าที่ในการกางร่ม และบนหัวถูกครอบเอาไว้ด้วยหมวกสีน้ำตาลอ่อน ช่างเป็นภาพที่ดูเทอะทะซะเหลือเกิน หากใครเดินมาพบเข้าคงอึ้งให้กับความบึกบึนนี้

สองเท้าก้าวเดินเหยียบย่ำน้ำขังที่กระเด็นกระดอน จับกลุ่มสามัคคีพร้อมกระโจนมาทักทายชายกางเกงสีขาว ที่บัดนี้ เริ่มมีร่องรอยสีดำจากความสกปรกของถนนในซอกซอยลึกทิ้งไว้ให้ได้เห็น

และก่อนที่เราจะออกไปทำความสนิทสนมกับนิทรรศการครั้งนี้ เราหวังว่าท่านผู้อ่านทั้งหลาย จะอ่านบทความนี้ในวันฝนพรำ เฉกเช่นเดียวกับย่อหน้าแรกของเรา หากพร้อมแล้วหยิบยาแก้หวัดพกไปด้วย เพราะท่านอาจต้องใช้มันหลังจากการสำรวจดอกไม้และต้นไม้ที่แสนน่ารักเหล่านั้น

นิทรรศการ “Lost in the Greenland” ศิลปะจากกระดาษ คือจุดหมายสำคัญย่านคลองสาน ชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิกและอยู่ติดชิดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราจะพาทุกท่านออกไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กันบนถนนเส้นเจริญนคร ที่ถูกตัดทำขึ้นให้เป็นดอกไม้และใบหญ้ากว่า 40 ชนิด ซึ่งใช้เวลาในการคราฟต์ผลงานทุกชิ้นรวมระยะเวลาถึงหนึ่งปีเต็ม โดยมี ‘ปั้น – นภัสชล ตั้งนุกูลกิจ’ หรือที่หลายคนรู้จักผ่านเพจที่มีชื่อว่า ‘Papeterie’ เป็นผู้จัดทำผลงานเหล่านี้ขึ้นในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเธอ

ห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กกระทัดรัดที่ The Jam Factory รายล้อมไปด้วยเหล่าแมกไม้พันธุ์หายากที่กำเนิดมาจากกระดาษ ถูกขนมาทั้งป่าไม้เขตหนาว ป่าไม้เขตอบอุ่นและป่าไม้เขตร้อนชื้น ตัดด้วยความบรรจงประณีต จากใบเล็กสู่กลีบดอก ต่อยอดชูชันเป็นเกสรบนดอกสวย ที่ไม่อาจแม้แต่จะละสายตาให้หันออกไปทางอื่นได้

ดอกต้นเสาวรส ผลไม้รสชาติเปรี้ยวลิ้น หรือดอกกะทกรก (Passiflora) ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นดอกไม้ที่มักเติบโตได้ดีในเขตที่มีสภาพอากาศร้อนชื้น มักเลื้อยชอนไชอยู่ตามรั้วบ้านหรือต้นไม้ใหญ่ มีลักษณะใบคล้ายตำลึง ‘นภัสชล ตั้งนุกูลกิจ’ ยังได้มีความตั้งใจนำดอกไม้ชนิดนี้มาจัดแสดงภายในงานให้ได้พบเห็น อีกทั้งยังมีดอกไม้อีกหลายสิบต้น อย่าง ดอกเก๊กฮวย ดอกกุหลาบป่า ดอกกล้วยไม้ และดอกอีฟนิ่งพริมโรสก็ถูกนำมาตัดแต่ง เสมือนของจริงที่ศิลปินตั้งใจเล่าให้เห็นความสวยงามของระบบนิเวศป่าไม้อีกครั้ง

“หญิงสาวมักคู่กับดอกไม้” ไม่แปลกที่การเดินชมนิทรรศการจะสร้างความเพลิดเพลินและจรรโลงใจให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้มากมายเพียงนี้ เราเดินชมดอกไม้เล็ก ใหญ่ ขนาดน่ารักที่ถูกวางไว้อย่างสวยงาม บางดอกก็ดีหน่อยที่ได้ใส่กรอบไม้สี่เหลี่ยม ติดตั้งสูงขึ้นไปกว่าเพื่อนที่วางอยู่บนชั้นไม้ บางดอกก็ถูกตั้งไว้ในแจกันสีดำทะมึน หากแต่ยังเปล่งประกายด้วยไฟไฮไลท์ที่สาดส่องลงมา

เมื่อดอกไม้ในแจกันงดงาม เราจึงปรารถนาที่จะหยุดยืนชมอยู่เพียงแค่ตรงนี้ แต่พลันสายตาสะดุดลงที่ดอกไม้ต้นใหญ่ ไฮไลท์สำคัญของงานที่ศิลปินตั้งใจวางไว้กลางห้อง

ภาพที่เราเห็นเบื้องหน้า เป็นดอกไม้สามสีที่ชูชันอวดดอกสวย แผ่ขยายออกมาจากฐานตั้งรับสีดำเบื้องล่าง เป็นความตั้งใจของ ศิลปินสาวที่เกิดมาพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส ที่อยากให้นักเสพศิลปะทั้งหลายได้เห็นดอกไม้สามสายพันธุ์ ซึ่งมีความแตกต่างของสภาพอากาศที่ล้วนแล้วแต่มีระยะทางที่แบ่งแยกให้พวกมันห่างกันออกไปหลายพันไมล์

เธอรวบรวมดอกไม้ทั้งสาม ตัด แต่ง ขยำ พวกมันเหล่านั้น ให้ออกมาชูความงดงามและเป็นตัวแทนของสามระบบนิเวศที่อยู่ในผืนป่าเดียวกันได้อย่างลงตัว อย่าง ดอกบัวผุด (Rafflesia arnoldii) ตัวแทนจากป่าไม้เขตร้อน ดอกหยาดน้ำค้าง (Sundews) ตัวแทนจากป่าไม้เขตหนาว และดอกแมกโนเลีย (Magnolia) ตัวแทนจากป่าไม้เขตอบอุ่น ที่ยกมาทั้งระบบนิเวศให้ได้เชยชม

ดอกไม้ทุกชนิดที่ทำขึ้นมาส่งต่อให้ผู้พบเห็นสัมผัสได้ถึงความตั้งใจและจิตใจที่รักในงานศิลปะอย่างแท้จริงของศิลปินท่านนี้ ‘ปั้น นภัสชล’ พรรณไม้นานาชนิดที่ได้รับการเนรมิตจากกระดาษแห่งจินตนาการ

เราเดินวนอีกรอบเพื่อเก็บรูปถ่าย และพินิจพิเคราะห์ดอกไม้เหล่านั้นอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ก่อนจำใจบอกลาคล้ายจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก นิทรรศการท่ามกลางฝนพรำนี้ สร้างความโรแมนติกอย่างน่าพิสมัย แต่ฟ้าฝนคล้ายไม่เป็นใจเริ่มเทกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน บีบรัดให้เรากล่าวคำอำลา เพื่อเดินทางกลับไปสร้างจินตนาการและสร้างป่าของตนเองแทน

แต่เรื่องตลกร้ายของสภาพอากาศ มักจะเล่นตลกกับเราเสมอ พระอาทิตย์ออกมาโบกมือทักทาย คล้ายเยาะเย้ยและส่งเราขึ้นเรือข้ามฟากเพื่อเดินทางกลับบ้าน กับท้องฟ้าช่วงสี่โมงเย็นที่เริ่มสดใสไร้เมฆฝน (ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี)

หากแต่นิทรรศการนี้อาจบอกเราแค่เพียงว่า ต้นไม้และดอกไม้ของปั้นอาจไม่ต้องการฝนหรือแม้กระทั่งไอแดดจากพระอาทิตย์ช่วงเช้าตรู่ เพราะพวกมันจะสวยงามด้วยตนเอง แม้ไม่มีวันได้เติบโต

กล่าวอำลา…หน้าลานดอกไม้

“หากใครสักคนเลือกฤดูกาลแห่งนิทรรศการได้ ขอให้เป็นนิทรรศการที่ฟ้าจะไม่ร้องไห้ และจงอวยพรให้นักเสพศิลป์ที่ตั้งใจออกมาพบงานของคุณทั้งหลาย จะไม่โอดครวญก่อนออกจากบ้านด้วยคำว่า ‘ฝนตกอีกแล้วเหรอเนี่ย!’ ”

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบ

นิทรรศการ Lost in the Greenland เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ ถึง 25 ตุลาคม 2563 เวลา 11.00-20.00 น. ซึ่งจัดแสดงขึ้นในโครงการ The Jam Factory ย่านคลองสาน ตั้งอยู่ที่ 41/1-5 ถนนเจริญนคร กรุงเทพมหานครฯ 10600 ติดตามข้อมูลก่อนดอกไม้จะจากไปได้แล้วที่ https://www.facebook.com/TheJamFactoryBangkok

Writer & Photographer

วรัญญา ผิวงาม
เช้าวันพุธของฤดูร้อนในเดือนเมษายน - หลงใหลในบทกวีรัก วาดฝันการมีร้านขายโปสการ์ดริมลำธารหลังบ้านและปรารถนาการกินกาแฟในทุกเช้า