คุณนึกถึงอะไรเมื่อพูดถึงทะเล

สายลมอ่อน ๆ และน้ำสีใสให้ลงไปเล่นจนชื่นใจ ใต้แสงแดดอบอุ่นในช่วงฤดูร้อน พร้อมต้นสนหรือต้นมะพร้าวตามทางอะไรเทือกนั้นไหม

ถ้าใช่ ก็คงต้องขอแสดงความเสียใจกับทั้งตัวเองและใครก็ตามที่คิดเหมือนกัน เพราะที่หาดห่างไกลในเกาะเล็ก ๆ บนมหาสมุทรแอตแลนติกแห่งนี้ไม่มีให้คุณหรอกนะ

ก่อนที่เราจะเริ่มออกสำรวจทะเลเหนือกันคงต้องขอเท้าความก่อนว่า มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่สดใสหลังการนั่งรถทัวร์ยาวนานจากฝรั่งเศสกลับมาเยอรมนี ต่อด้วยรถไฟความเร็วสูง (ICE) เพื่อตรงดิ่งไปยัง Bremen เมืองต้นกำเนิดสโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด ก่อนจะเปลี่ยนรถไฟอีกหนึ่งครั้งไปเมือง Aurich ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

มันเป็นวันที่เหมาะสำหรับการนั่งเรือใหญ่ข้ามฟาก ด้วยท้องฟ้าสีเทาไร้เมฆพร้อมนกนางนวลนับสิบที่บินคู่เป็นเพื่อนร่วมทาง เกือบลับสายตามองเห็นฝูงแมวน้ำ (หรือ Seehund ที่แปลตรงตัวว่า หมาน้ำ ในภาษาเยอรมัน) กำลังนอนอาบแดดเอิกเกริกอยู่บนสันดอน

20 นาทีผ่านไปโดยสังเขป ฟ้าที่ก่อนเป็นสีเทาได้กลายเป็นสีฟ้าสดใส และพวกเราก็มาถึงที่หมาย

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Baltrum เกาะที่เล็กที่สุดในชายฝั่ง East Frisia ประเทศเยอรมนี

เขาว่ากันว่า Baltrum คือ The Sleeping Beauty of North Sea หรือเจ้าหญิงนิทราแห่งทะเลเหนือ ด้วยความที่เป็นเกาะขนาดเล็กที่มีผู้อยู่อาศัยเพียงประมาณ 500 คน ไร้ชื่อถนน และปลอดรถยนต์โดยสิ้นเชิง

กระเป๋าเดินทางถูกลากไปตามเนินสูงต่ำเพื่อตรงไปยังที่พักสำหรับวันหยุดยาว สายตาทอดมองซ้ายขวาสำรวจตั้งแต่พื้นถนนที่ถูกปูด้วยตัวหนอนไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ยันตึกรามบ้านช่องที่สร้างด้วยอิฐแดงคุมโทนด้วยความสงสัยและความตื่นเต้นเล็ก ๆ ในใจเท่าที่คนล้าจากการเดินทางไกลจะรวบรวมสติได้

แต่เมื่อหัวถึงหมอน เสียงในหัวก็พร้อมใจกันบอกให้พักผ่อน

เพราะไม่ว่าที่นี่จะมีอะไรพิเศษ ก็ให้มันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

รองเท้าแตะสีดำ กางเกงยีนส์ขาสั้น กับเสื้อเปิดไหล่สีเหลืองสดใส เพียงเท่านี้ก็พร้อมออกสำรวจเกาะอย่างมั่นใจ

แต่กว่าจะรู้ตัวว่าคิดผิดก็สายไปแล้ว

เพราะอากาศที่นี่มันหนาวใช่เล่นเลยทีเดียว

ปกติ 12 องซาเซลเซียสถือว่าเป็นอุณหภูมิที่ใช้ชีวิตได้สบาย ๆ แต่คงใช้ตรรกะนั้นกับที่นี่ไม่ได้ ด้วยลมเย็นจากทะเลผสานเข้าความชื้นในอากาศจากท้องฟ้าที่อึมครึมตลอดเวลาสมกับเป็นทวีปยุโรป เรียกได้ว่าลืมภาพจำของทะเลเขตร้อนแบบเรากันไปได้เลย

หลังจากยืนทำใจอยู่หน้าโฮสเทลหลายนาที ไหล่ข้างหนึ่งสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจ ก่อนจะเดินตรงไปตามถนนอย่างไม่มีแบบแผน หวังเจอหาดทรายและเข้าใกล้ความเป็นทะเลในหัวมากกว่าเดิม

หลายคนมักสวมแว่นกันแดดเวลาท่องเที่ยวในที่แจ้ง และ ใช่ มันเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถึงอย่างนั้นก็สลัดความรู้สึกรบกวนใจเมื่อเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากความจริงไม่ได้เท่าไร เพราะฉะนั้นสุขภาพตาก็ต้องรอไปก่อนแล้วกัน

ขาสองข้างที่ผ่านการเดินมาอย่างโชกโชนได้พาเราไปสัมผัสกับความน่ารักของคนเยอรมันที่ชอบทักทายคนไม่รู้จักเวลาเดินผ่านระหว่างทาง และอีกสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับชาวเยอรมันนั่นก็คือคนที่นี่ไม่ชอบถ่ายภาพเสียเท่าไร เพราะการดื่มด่ำกับภาพตรงหน้าแล้วเก็บไว้เป็นความทรงจำนั้นสำคัญกว่าการรีบเร่งหยิบมือถือขึ้นมาจับภาพมันไว้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลากว่า 9 เดือนที่อยู่ที่นี่มาทำให้ซึมซับแนวคิดนี้มาเหมือนกัน เพราะขณะเดินสำรวจแบบไร้จุดหมาย สายตาก็พยายามเก็บทุกรายละเอียดที่อยู่รอบตัว จนบางทีก็ลืมการมีอยู่ของโทรศัพท์ไปเสียง่าย ๆ

เวลาผ่านไปราว 20 นาที ลับสายตาเห็นเนินสูงพร้อมหญ้าขึ้นสองข้างทาง และเราก็มาถึงจุดหมายอย่างไม่ทันตั้งตัวพร้อมความรู้สึกโล่งอกที่ไม่ต้องพบกับความคาดไม่ถึงอีกครั้ง

เพราะหาดทรายขาวสะอาดทอดยาวตรงหน้าที่ประดับประดาไปด้วยเก้าอี้นั่งนับร้อยถือเป็นภาพที่น่าประทับใจมากทีเดียว

ผ่อนลมหายใจเข้า ผ่อนลมหายใจออก สูดกลิ่นไอทะเลเหนือพลางเดินกวาดสายตาไปมาอยู่สักพักเพื่อมองหาจุดที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้

วางกระเป๋า ถอดรองเท้า ก่อนจะนั่งลงบนเบาะเปื้อนทราย

ในที่สุดก็ได้เวลาเอนพักกายเสียที

แต่ละวันผ่านไปโดยไม่มีอะไรมาก

ตื่นเช้ามากินครัวซองค์กับนูเทลล่า ออกไปนั่งปล่อยกาย ปล่อยใจ ให้เวลากับตัวเองอยู่ริมทะเล ฟังเพลง วาดภาพ ดื่มเบียร์ที่ราคาถูกกว่าน้ำคู่กับมันฝรั่งทอดกรอบ ต่อด้วยเล่นมินิกอล์ฟหลังฝนตก กินอาหารเย็นร่วมกันในร้านอาหารสักที่ ก่อนจะกลับมานอนดูซีรีส์สักตอนสองตอนแล้วผล็อยหลับไป

ถ้าจะมีอะไรให้พูดถึงเป็นพิเศษก็คงหนีไม่พ้นอาหารโลคอลอย่าง Lachsbrot แซนด์วิชสำหรับชาวทาสรักปลาแซลมอนจากร้าน Mittendrin Fisch ที่ขายแซนด์วิชคู่กับปลาสดส่งตรงจากทะเลโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าห้ามพลาดหากมาเที่ยวนอร์ทซีเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายร้านที่ไม่เพียงขายความอร่อยแต่ยังเสิร์ฟความเป็นมิตรตามฉบับชาวเยอรมัน ที่ต่อให้ท้องฟ้าในวันนั้นจะปิดแค่ไหน แต่รอยยิ้มและบทสนทนาเป็นกันเองตั้งแต่เข้าจนออกจากร้านจะยังสร้างความรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่นึกถึง

ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาดูหนังบนเกาะบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

มันเป็นอีกบ่ายที่ท้องฟ้าปิดและมีฝนพรำเป็นระยะ ๆ พอให้ตัวเปียกขณะเดินไปยังโรงภาพยนตร์เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะมีแค่คนขายตั๋วที่ทำหน้าที่ขายขนมและเครื่องดื่มอยู่เพียงคนเดียว ด้วยความที่เล็งหนังและรอบที่จะดูไว้ตั้งแต่เห็นที่บนบอร์ดตรงทางแยกเมื่อวันก่อน จึงตรงดิ่งไปซื้อตั๋วหนังอเมริกันพากย์เยอรมันที่แม้จะดูมาแล้วกี่เรื่องก็ยังไม่ชินด้วยราคา 8 ยูโร

หลังจากที่พูดขอบคุณกันไปกันมาและปิดท้ายด้วยคำอวยพรว่าขอให้ดูหนังให้สนุกก็ไม่รอช้า เปิดประตูเข้าโรงที่ 1 ที่ดูเหมือนหอประชุมเสียมากกว่า เพราะมันเต็มไปด้วยเก้าอี้พับเรียงรายเป็นแนวยาวกว่าสามสิบแถว ระบบจองที่นั่งไม่จำเป็นสำหรับโรงหนังแห่งนี้เพราะไม่เพียงแต่หน้าเคาท์เตอร์ที่ไม่มีคน แต่ในโรงก็ไม่มีเช่นเดียวกัน

หลังจากเลือกที่นั่งเหมาะ ๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาที่หนังฉายพอดี

แสงภายนอกค่อย ๆ หายไปหลังจากที่ประตูถูกปิดลง และถูกแทนที่ด้วยความมืดที่เราคุ้นเคย

ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์เหมาโรงภาพยนตร์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว

นี่เป็นคืนสุดท้ายของทริปวันหยุดยาว

แล้วก็ยังเป็นวันครีษมายัน (วันเวลาที่กลางวันยาวนานเป็นพิเศษกว่ากลางคืนในรอบปี) อีกด้วย

จะมีอะไรเหมาะไปกว่านั่งทบทวนทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างที่พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าตอนสี่ทุ่ม

แม้น้ำทะเลจะเย็นจงลงไปเล่นไม่ได้ หรือต้องสวมแจ็กเก็ตเดินริมชายหาด แต่ตลอดระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ในการใช้ชีวิตแบบช้า ๆ กลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็ได้เวลากลับสู่โลกความจริงเสียแล้ว

โลกความจริงที่ยากจะหาเวลาในการพักผ่อน

โลกความจริงที่ยากจะหาความสงบในกิจวัตรที่เร่งรีบ

โลกความจริงที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ที่ถึงไม่ได้แข่งกับใครก็ต้องแข่งกับตัวเองคนเมื่อวาน

ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่เป็นช่วงเวลาของความทรงจำที่มีความหมาย รอคอยวันเวลาให้แวะกลับไปหาหรือหวนคิดถึงทุกครั้ง ในวันที่โลกความจริงกำลังเล่นงานเราอย่างหนัก

แล้วสักวันเราคงได้พบกันใหม่

Additional Information

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา GE007 Art of Life, CA003 Art of Speaking, BR551 Social Broadcasting ภาคการศึกษาที่ 1/2 2564

Writer

ณัฐพร เทพานนท์
ไม่มีหรอกนักศึกษา นักเขียน หรือนักกิจกรรม จะมีก็แต่คนที่เหนื่อยล้าจากสังคม ที่บังคับให้เราต้อง productive ไปวัน ๆ ทว่ายังคงมองหาความสงบบนหน้ากระดาษ และภาพยนตร์ในวัยเด็กอยู่เสมอ