ด้วยบุคลิกท่าทางที่สุขุมนุ่มลึก คำพูดคำจาที่แสนจะสุภาพ การแสดงออกที่เป็นสุภาพบุรุษ หน้าตาที่หล่อเหลาชนิดที่ว่าไม่เกรงใจฟ้าดิน อีกทั้งยังมีจิตใจที่รักในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในตัวของผู้ชายที่ชื่อว่า ‘พี่ติ๊ก’ เจษฎาภรณ์ ผลดี

บ้านกล้วย ได้มีโอกาสเข้าฟัง พี่ติ๊ก ในงานสัมมนา ‘เรื่องเล่าจากเจ้าป่า’ ที่จัดขึ้นโดย นักศึกษาภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ อาคาร A3-301 วิทยาเขตหลัก (Main Campus) เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562

‘พี่ติ๊ก’ ในวัย 42 ปี ยังคงเป็นพี่ติ๊กคนเดิม ที่พวกเรารู้จักไม่เปลี่ยนแปลง ชายหนุ่มสายรักธรรมชาติและยังคงเป็นพระเอกในใจของแฟน ๆ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม ร่วมสำรวจความคิดของพี่ติ๊ก ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์ที่หลากหลายของเจ้าตัวไปพร้อมกันกับพวกเรา รับรองว่านี่เป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้เราได้รู้จักพี่ติ๊กเพิ่มมากขึ้น

ใกล้ชิดธรรมชาติตั้งแต่จำความได้

ชายหนุ่มผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติ ป่าเขา และแม่น้ำ กลายเป็นภาพจำของพี่ติ๊กมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปี สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากการที่คุณพ่อของพี่ติ๊กรับราชการอยู่ในกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พี่ติ๊กจึงมีโอกาสติดตามคุณพ่อออกไปตามสถานที่ต่างจังหวัด ส่งผลให้ซึมซับ และมีความชอบในเรื่องของธรรมชาติตั้งแต่เด็ก 

“ทุกคนล้วนมีความฝัน มีความชอบที่แตกต่างกันออกไป เพียงแต่ความชอบของพี่นั้นไม่ค่อยเหมือนกับคนอื่น นั่นก็คือเรื่องของธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม” พี่ติ๊กกล่าวถึงความชอบความสนใจในเรื่องธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่จำความได้

การที่พี่ติ๊กจะเข้าถึงธรรมชาติได้ ต้องประกอบด้วยเรื่องของการเดินทาง ซึ่งการเดินทางของพี่ติ๊กนั้นเน้นการผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติ ด้วยภาพลักษณ์การเป็นคนหนุ่มสายธรรมชาตินี้ จึงได้รับฉายาว่า ‘เจ้าป่า’

เนวิเกเตอร์...รายการที่บันทึกความงามของธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่ในวงการบันเทิงและได้มีโอกาสทำรายการของตัวเอง พี่ติ๊กจึงอยากทำรายการที่สื่อถึงความเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด เรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประเด็นที่พี่ติ๊กเลือกเป็นอันดับแรก ถึงแม้ว่าน้อยคนนักที่จะสนใจ แต่เป็นสิ่งที่เป็นตัวตนของพี่ติ๊กมากที่สุด จึงเกิดเป็นรายการที่ชื่อว่า ‘เนวิเกเตอร์’ (Nevigator)

จุดประสงค์การทำรายการเนวิเกเตอร์ เพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ผ่านการผจญภัยของตัวพี่ติ๊กเอง พี่ติ๊กบอกถึงหลักสำคัญในการถ่ายทำรายการนั้นคือ ‘ไม่รบกวนธรรมชาติ’

พี่ติ๊กยังได้เล่าถึงการทำรายการให้เราฟังว่า “เวลาไปถ่ายทำรายการเนวิเกเตอร์ หลักการคือพยายามเข้ารบกวนไปให้น้อยที่สุด เราไม่ไปทำลายธรรมชาติ ไม่เข้าไปเผาป่า สิ่งที่เราทำคือแค่เก็บภาพ บันทึกเรื่องราวออกมาให้ได้มากที่สุด ถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็น”

พี่ติ๊กเน้นย้ำกับว่า เพียงแค่บันทึกภาพเท่านั้น ไม่รบกวนวิถีของสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ ปล่อยให้เขาได้ใช้ชีวิต และเติบโตอย่างสงบ เราทำได้เพียงแค่เฝ้ามองการเติบโตนั้น “ต่อให้คนน้อย อย่างเช่น พรานป่าแค่คนเดียว แต่เข้าไปล่าสัตว์ นั่นก็คือทำลายธรรมชาติ” พี่ติ๊กกล่าวเพิ่มเติม

“ป่าเขานั้นกว้างใหญ่มาก ๆ เส้นทางที่เราเข้าไป เหมือนกับเป็นแค่เส้นผม ถ้าสัตว์ป่าไม่อยากให้มนุษย์อย่างเราเห็น เขาสามารถหลบซ่อนได้ทุกที่ที่เขาต้องการ แต่การที่มนุษย์กับสัตว์ป่าได้มาเจอกัน หมายถึงความบังเอิญที่ทั้งสองฝ่ายได้รู้จัก เป็นความบังเอิญที่วินวินทั้งสองฝ่าย” วินวินคือได้ประโยชน์ทั้งคู่ เพราะว่าความบังเอิญนั้นทำให้พี่ติ๊กได้บันทึกชีวิตของสัตว์ป่า ได้เรียนรู้ชีวิต และได้เผยแพร่ชีวิตที่งดงามท่ามกลางธรรมชาติให้ผู้คนทั้งโลกได้รับรู้

การนำเสนอ ‘ความจริง’ จากธรรมชาติ ทำให้ผู้คนจดจำอีกหนึ่งบทบาทนอกจากการเป็นพระเอกของพี่ติ๊ก กลายมาเป็นหนุ่มนักผจญภัยในป่าเขา และเป็นการกระตุ้นเตือนให้ผู้คนนึกถึงธรรมชาติมากยิ่งขึ้น พี่ติ๊กได้เชิญชวนและฝากข้อคิดให้กับเด็กรุ่นใหม่ถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติว่า “น้อง ๆ สามารถไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติได้ทุกรูปแบบ โดยที่ไม่เป็นการรบกวนธรรมชาติ ถ้าเราไม่ทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะอยู่กับเรา” 

แล้วพบกันใหม่ในการเดินทางครั้งต่อไป...เนวิเกเตอร์

เป็นเวลากว่า 14 ปีเต็ม ที่รายการเนวิเกเตอร์ฉายอยู่บนจอแก้ว ผ่านทางไทยทีวีสีช่อง 3 ท่าตะเบ๊ะพร้อมกับคำพูดว่า “แล้วพบกันใหม่ในการเดินทางครั้งต่อไปกับเนวิเกเตอร์” กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ใครหลายคนจำได้ไม่ลืม 

แต่แล้วเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมา ติ๊กได้ประกาศยุติรายการเนวิเกเตอร์หลังออกอากาศมายาวนานมากว่าทศวรรษ โดยเขาได้เปิดเผยถึงสาเหตุว่า “อยากจะเก็บทุกอย่างเอาไว้ให้เป็นความทรงจำดี ๆ”

“รายการเนวิเกเตอร์ฉายมาได้ 14 ปีแล้ว ซึ่งต้องบอกก่อนว่าพี่ไม่ได้โดนทางช่อง 3 ปลด ช่อง 3 ยังอยากให้เรามีรายการอยู่ตลอด ต่อไปอีกนาน ๆ เท่าที่พี่จะทำไหว และไม่ใช่ว่าพี่ทำไม่ไหวแล้ว แต่พอวันนี้ เราได้เล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากเล่าไปแบบครบถ้วนแล้ว เราอยากจะหยุดอยู่แค่นี้ อยากให้ทุกอย่างยังเป็นความทรงจำที่ดี”

“พวกเราอยากจะหยุดในตอนที่แฟน ๆ ทุกคนยังมีความรู้สึกดี ๆ อยู่ เราไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเมื่อไหร่รายการนี้จะเลิกไปเสียที” พี่ติ๊กเผย 

‘เนวิเกเตอร์’ ได้ยุติเส้นทางอันยาวนานกว่า 14 ปี ถึงแม้ในวันนี้การเดินทางจะสิ้นสุดลง แต่เรื่องราวและความประทับใจยังคงบันทึกอยู่ในความทรงจำของผู้ชมเสมอ แล้วพบกันใหม่ กับการเดินทางครั้งต่อไป…เนวิเกเตอร์

เจ้าป่าเข้าเมือง

แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ พี่ติ๊ก เปิดตัวรายการใหม่ที่มีชื่อว่า “เจ้าป่าเข้าเมือง” ซึ่งตอนนี้เดินทางมาถึง EP.38 เป็นรายการที่เผยแพร่ในช่องทางออนไลน์บน Youtube และ Facebook เนื้อหาของรายการนั้น ปรับเปลี่ยนบทบาทของพี่ติ๊กไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นการผจญภัยในป่าเขาและธรรมชาติ พี่ติ๊กแบบเป้กลับเข้ามาในเมือง นำเสนอเรื่องราวชีวิตในเมือง ซึ่งถือว่าเป็นการพลิกบทบาทจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ว่าได้

“เมื่อเราไม่ได้ทำรายการเนวิเกเตอร์แล้ว แต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป…เจ้าป่าเข้าเมือง เป็นรายการที่ทวิสต์จากที่เคยผจญภัยในป่า มาลองเข้าเมืองดูบ้างว่า จะเป็นอย่างไร และต้องบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือใหม่หมดเลย” พี่ติ๊กเริ่มต้นเล่าถึงการเดินทางครั้งใหม่

“ความแตกต่างคือ เรื่องป่าเขา เรื่องธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราถนัดอยู่แล้ว แต่ในรายการนี้ทุกสถานที่ ที่ไปถ่ายทำ พี่ไม่เคยไป หรือบางที่เคยไปมาเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ยากเหมือนกัน” พี่ติ๊กเล่าถึงการเรียนรู้ของตนเองในโลกใบใหม่

“อีกหนึ่งความแตกต่างก็คือกระแสตอบรับในโลกออนไลน์นั้นค่อนข้างคาดเดายาก บางคลิปนั้นก็ดี บางคลิปคนดูน้อยมาก บางคลิปไม่ได้คาดหวัง อย่างเช่นคลิปที่พูดว่า “พี่ดุนะ หนูไหวหรอ” หรือคลิป “สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่กำลังร้องไห้อยู่ ไม่ร้องแล้วนะคะ” กลับกลายเป็นกระแสไวรัลไปซะอย่างนั้น”

พี่ติ๊กกล่าวถึงความแตกต่างในการทำรายการที่นำเสนอผ่านโทรทัศน์ และรายการบนโลกออนไลน์ ด้วยความกระตือรือร้นเหมือนเคย จากการบอกเล่าให้เราฟัง พี่ติ๊กแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนารายการ ซึ่งน่าติดตามว่า การพลิกบทบาทของพี่ติ๊กครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป เชื่อเหลือเกินว่าจะมีผลงานและเรื่องราวดี ๆ ถ่ายทอดในมุมมองที่แตกต่างออกไป แต่ยังคงความเป็นหนุ่มสายธรรมชาติไม่เปลี่ยนแปลง

เผยเคล็ดลับพระเอกตลอดกาล

ด้วยหน้าตาที่ยังหล่อเหลาเหมือนเพิ่งเข้าวงการใหม่ ๆ ผิวพรรณที่ดูอ่อนกว่าวัยของพี่ติ๊กในวัยเลข 4 ยังคงเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนสงสัย ว่าเขามีวิธีการดูแลตัวเองอย่างไร หรือใช้ครีมยี่ห้อใด ? 

ซึ่งพี่ติ๊กได้เปิดถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองว่า “เราอยู่กับธรรมชาติ เรามีความสุขไปกับมัน รับรองว่าไม่แก่ ตัวพี่เอง พี่คิดว่าพี่อายุ 18 อยู่ตลอดเวลา”

“ร้านเหล้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ บั่นทอนสุขภาพ อาจไม่เห็นผลในตอนนี้ แต่ว่ามันสะสม เรายังสาวยังหนุ่ม อย่าเอาสิ่งไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย เอาความรู้เข้าสู่ร่างกายดีกว่า” พี่ติ๊กกล่าวให้ข้อคิดดีแก่น้อง ๆ นักศึกษา ทำเอาพวกเรายิ้มตามไปด้วย 

ปลูกจิตสำนึกการทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม

ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัยหรือในสังคมภายนอก เรามักจะได้เห็นการรณรงค์ลดโลกร้อน ใช้ทรัพยากรณ์ที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงการรณรงค์ลด ละ เลิกใช้ถุงพลาสติก 

ในรอบปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตลาดนัดไร้ถุงพลาสติก การกำชับใช้นักศึกษาใช้วัสดุรีไซเคิล พกพากระติกน้ำ หรือถุงผ้า การกำชับร้านค้าให้งดใช้ถุงพลาสติก หรือการติดป้ายรณรงค์ตามอาคารเรียน 

ซึ่งตัวพี่ติ๊กเองได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรี่องนี้ว่าอยากให้เริ่มต้นที่จุดเล็ก ๆ ภายใน คือจิตสำนึกของตัวบุคคล และเขามองว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

“การรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าเราต้องมองย้อนไปถึงกระบวนการปลูกฝังสามัญสำนึกด้วย” พี่ติ๊กพูดเกริ่น “ยกตัวอย่างเช่นการทิ้งขยะ ในประเทศที่เจริญแล้ว เขาจะแยกขยะอย่างชัดเจน ขยะแต่ละชนิดมีวิธีจัดการที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เริ่มต้นจากการปลูกฝังที่ดีมาตั้งแต่ต้น”

“พฤติกรรมการทิ้งขยะของคนไทยเป็นสิ่งที่สำคัญ คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราต้องทำให้เป็นตัวอย่าง ต้องค่อย ๆ ปรับไป สิ่งที่เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องขับรถย้อนศร อย่าปล่อยและมองว่ามันเป็นเรื่องปกติเฉย ๆ ถ้าเกิดว่า เราอยากทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฏระเบียบ  น้อง ๆ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่น ๆ ได้”

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงโลกในมุมมองของพี่ติ๊กนั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็ก ๆ ของตัวเราเอง นอกจากนี้พี่ติ๊กยังกล่าวต่อถึงประเด็นของการอนุรักษ์ป่า “ถ้าน้องมีจิตสำนึกในทุกเรื่อง เรื่องดูแลป่าเขา ก็จะเป็นไปเองไปโดยปริยาย สิ่งที่สำคัญ คือเราเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้านเรา มหาวิทยาลัยของเรา แล้วค่อยออกไปสู่สังคมภายนอก ช่วยกันคิด ช่วยกันทำก่อน ถ้าน้องสร้างโมเดลได้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” 

ขวัญใจของแฟน ๆ พระเอกตลอดกาล

จากเรื่องราวทั้งหมดที่พี่ติ๊กได้มาเปิดเผยในงานสัมมนาในครั้งนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้เป็นที่รัก และยังคงเป็นพระเอกตลอดกาลแบบนั้นเสมอ ทั้งในจอและนอกจอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม 

การสำรวจความคิดของพี่ติ๊กในวันนี้ ทำให้เราเห็นความดีงามผู้ชายคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ตนเองรักอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความสามารถในวงการบันเทิง นิสัยส่วนตัวที่เป็นกันเอง และการรักษารูปร่างหน้าตาให้ดูดีจากภายใน จนบางทีผู้ชายทั้งแท่งแบบผม (ผู้เขียน) ก็ยังแอบหลงใหล ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่าชาติที่แล้วพี่เขาไปทำบุญด้วยอะไรมา ดีทุกอย่างแม้กระทั่งนามสกุลนั้นยัง ‘ผลดี’

ซึ่งถ้าจะใช้คำว่า “สมบูรณ์แบบ” คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินไป สำหรับผู้ชายคนนี้…‘พี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์’ เจ้าป่าผู้แสนดี และพระเอกตลอดกาลของเมืองไทย  

Writer

กิตติภูมิ นิ่มเนียม
พีจูดาส ผู้ที่มีทุกอย่างยกเว้นเวลานอน

Photographer

ทัศนีย์ จันทรภาพ
ชอบทำงานเบื้องหลัง เล่าเรื่องผ่านภาพแทนการเขียน มีความสุขที่ได้ทำงานที่รัก และชอบเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้คิดไอเดียในการทำงาน

Photographer

ปิยะภัทร ปัญญาสว่างเลิศ
บรรณาธิการโต๊ะเทคโนโลยี

Photographer

ปริญญา เศาภายน
หัวหน้าฝ่าย Video Editor ของบ้านกล้วย ชอบการตัดต่อและสร้างสรรค์ผลงานผ่านวีดิโอเพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา มีสไตล์การตัดต่อกับวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใครและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง