หากรู้ตัวว่าชอบอะไร รู้แล้วก็ต้องเริ่มเลย “ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้เเล้วจะทำตอนไหน” ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งเรียนรู้เร็ว พัฒนาตนเองได้เร็วกว่าคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องการทำธุรกิจที่ต้องคิดและลงมือทำทันที

มิ้ว-รัญชิดา กมลฉัตรนิธิ รุ่นพี่คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอเริ่มจากสิ่งที่ชอบ สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจแบรนด์ FairyMilky ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ประสบการณ์ในครั้งนั้นเธอได้เรียนรู้มากมาย

ความชอบสู่รายได้

พี่มิ้วเล่าให้เราฟังถึงความเป็นมาของเเบรนด์ Fairy Milky เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัว เนื่องจากว่าตนเองเป็นคนที่ชื่นชอบในเรื่องของความสวยความงามเป็นทุนเดิม ทำให้เธอสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าข้อมูลในเรื่องของการสร้างเเบรนด์ครีม หลังจากที่ได้ศึกษาก็พบว่าเเท้จริงเเล้ว หากตั้งใจเรียนรู้ก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ครีมไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับประเทศเกาหลีได้เช่นกัน

ต่อมาก็เริ่มติดต่อกับโรงงาน จึงเกิดผลิตภัณฑ์ชิ้นเเรกขึ้นมา ก่อนที่จะมีผลิตภัณฑ์ชิ้นที่สองก็ได้มีการเรียนรู้อบรมเพิ่มเติมที่โรงงานผลิตสินค้าถึงประเทศเกาหลีใต้ และก็มีผลิตภัณฑ์ตัวที่สองของเเบรนด์ ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเเบรนด์ Fairy Milky

เวลาเรียนไม่ใช่อุปสรรคในการทำงาน

ในช่วงที่พี่มิ้วกำลังเรียนนั้นไม่ได้เรียนหนักมาก จึงสามารถจัดการเวลา เรียงลำดับความสำคัญ ถ้าสำคัญมากจะเริ่มทำก่อน หรือถ้างานใดที่สามารถทำได้ทันทีก็จะลงมือทำเลย เเต่ธุรกิจของพี่มิ้วส่วนใหญ่คือการทำงานผ่านออนไลน์ ซึ่งสามารถบริหารจัดการเวลาได้ ทำให้สามารถเรียนด้วยและทำธุรกิจไปด้วยได้

ปั้นแบรนด์ให้เติบโต

พี่มิ้วกล่าวว่า ปัจุบันมีเครื่องมือที่ครบครันมีสื่อหลายเเพลตฟอร์ม พร้อมเเทบจะทุกอย่างในตอนนี้ ทุกคนสามารถสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองได้ เเต่เราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจเราสามารถอยู่รอดต่อไปได้ในอนาคต เป็นเรื่องท้าท้าย ตนเองทำเเบรนด์มา 8 ปี เราต้องหาสิ่งใหม่มาปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอยู่ตลอด อย่างเช่น ตัวพี่มิ้วไม่เพียงเเต่ขายครีมอย่างเดียว ยังทำคอนเทนต์การให้ความรู้กับลูกค้าที่เข้ามาติดตามเเบรนด์ หากใครติดตามจะได้รับทั้งความสวยเเละความรู้กลับไปอีกด้วย เป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้า

พัฒนาตนเองอยู่เสมอ

การทำงานคือการเรียนรู้ พี่มิ้วเล่าต่อว่าเราจะต้องพยายามเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่าและจากลูกค้า เราต้องทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มเเก้ว หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ เพราะเวลาทำธุรกิจต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา อย่างในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมามีอุปสรรคต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถาณการณ์นั้น เพราะคนที่เก่งหรือคนพัฒนาตนเองอยู่เสมอคือคนที่อยู่รอด อย่าไปกลัวการเข้าไปถามคนที่เขาเก่งกว่าเรา เราได้นำความรู้ใหม่นำมาพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

วิธีจัดการกับความท้อ

การเป็นเจ้าของธุรกิจแน่นอนว่าต้องเคยท้อ เพราะการตื่นมาในหนึ่งวันเราจะต้องเจอกับปัญหาหลากหลายรูปเเบบมาก ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าตัดราคา เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกเเบรนด์จะต้องพบเจอ ไม่ว่าปัญหาจะเป็นอย่างไร “เรายังมีครอบครัว มีทีมงานที่เราต้องรับผิดชอบเลยทำให้ความท้อนั้นหายไป ทำให้รู้สึกว่าตัวเองจะต้องเดินไปข้างหน้าจะมามัวขี้เกียจไม่ได้”

ต้องเริ่มลงมือทำเลย

จากประสบการณ์การทำงานที่สามารถให้ข้อคิดกับน้อง ๆ ได้ พี่มิ้วกล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิด อย่างในตอนแรกที่ทำธุรกิจก็ไม่ได้เก่งมากนัก เเต่เราจะต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ลงมือทำในตอนเเรกไม่มีใครรู้ว่าตรงนี้จะดีหรือไม่ดี ให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่ที่สำคัญของการทำธุรกิจคือผู้บริโภค นั่นคือลูกค้าหากเกิดปัญหาขึ้นเราควรถามลูกค้าไปเลยว่าเเบบนี้ดีไหม เเบบนี้ควรจะทำหรือเปล่า ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งคือเด็กสมัยนี้ติดอยู่ในเซฟโซนของตัวเองไม่กล้าที่จะลงมือทำเเละไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เธอเเนะนำให้ลองทำทุกอย่างเลย เเละเรื่องใดที่ชอบทำ ทำเเล้วมีความสุขก็เน้นทำสิ่งนั้น เพราะบางสิ่งที่เราชอบอาจจะทำเงินได้ในสักวัน

สุดท้ายนี้พี่มิ้วได้ฝากกำลังใจให้กับคนที่ท้อและกำลังเหนื่อยว่า ก่อนที่จะประสบความสำเร็จได้อันดับแรกคือต้องกล้าที่จะลงมือทำ อย่าพึ่งไปกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้ลองคิดย้อนกลับไปว่าตอนที่เราทำไปตอนเเรก เราเริ่มทำเพราะอะไรตรงนั้นจะเป็นเเรงบันดาลใจให้เรา

ผลงานเขียนชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา CJR311, JR311 Journalistic Writing across Media Section 3421 ภาคการศึกษาที่ 1/2 2563 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.นันทวิช เหล่าวิชยา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

  • มิ้ว-รัญชิดา กมลฉัตรนิธิ รุ่นพี่คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Writer

นริศรา พุ่มแก้ว
ถึงเราไม่สนิทกัน แต่จรัญสนิทวงศ์