หนึ่งในสมาชิกของวงโอลีฟอย่าง ‘พราว’ อรณิชา กรินชัย ได้ผันตัวเองจากการเป็นนักร้องสู่นักแสดงที่มีผลงานการแสดงมาแล้วหลายเรื่อง อย่าง Ugly Ducling , U-Prince ,  Sotus S The Series ของค่าย GMMTV หรือจะเป็นการถ่ายแบบ โฆษณา และงานพิธีกรอีกมากมาย โดยปัจจุบันพี่พราวได้เริ่มมาจับงานที่ถนัดและถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้นอย่างการเป็นเจ้าของเพจ part-time wanderer ยอดผู้ติดตามกว่า 5 หมื่นคน แล้วยังเป็นไอดอลของใครหลาย ๆ คนด้านการแฟชั่น

เมื่อมีโอกาส บ้านกล้วย จึงได้ไปสัมภาษณ์พราวถึงการทำงานหลาย ๆ ด้าน ให้ใครหลายคนได้รู้เรื่องราวของเธอคนนี้มากขึ้น

เเนะนำตัวเองในแบบฉบับที่เป็น 'พราว อรณิชา' ที่สุด

สวัสดีค่ะ ชื่อ พราว อรณิชา กรินชัย นะคะ ตอนนี้พราวทำงานอยู่หลายอย่างมากทั้งงานแสดง งานพิธีกร แต่ถ้างานหลักจะเป็นการดูแลแฟนเพจในเฟซบุ๊กด้านแฟชั่นและท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์

ผ่านมาแล้วทั้งการร้องเพลง แสดงซีรี่ส์ ถ่าย music video โมษณา เเละอีกมากมาย แล้วพี่พราวคิดว่าชอบบทบาทไหนของตัวเองมากที่สุด ความจริงพราวชอบตัวเองตอนนี้มากที่สุดนะ แต่ถ้าถามถึงที่ผ่านมาชอบตอนเป็นนักร้อง วง Olives (โอลีฟ) เพราะว่าชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กและมีความฝันว่าอยากเป็นนักร้อง แล้วเรารู้สึกว่าเราทำมันได้สำเร็จในตอนนั้น

เข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่เรียน ต้องบริหารเวลาให้ดี

อาจจะเป็นความโชคดีที่พอเข้ามหาวิทยาลัยตารางเรียนมันพอจะมีเวลาให้เราได้ หยุดทำอะไรบ้างไม่เหมือนช่วงมัธยมที่มีคาบเรียนแน่นทุกวัน อย่างตอนปีหนึ่งจะเป็นช่วงที่ Olives (โอลีฟ) ฟอร์มวงใหม่ เราก็จะอยู่หอ มีไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับตึกแกรมมี่บ่อย ๆ อาจจะหนักตรงที่เวลาเดินทางมากกว่า ซึ่งเราก็ต้องเผื่อเวลาให้ดี

ตอนที่พราวเรียนละครเวที พราวต้องใช้เวลาตรงนั้นเยอะมาก เพราะต้องซ้อมทุกเย็น แล้วก็ต้องเวิร์คช็อป ซึ่งใช้เวลานานเหมือนกัน แต่มีช่วงหนึ่งที่ชนกับถ่ายซีรีส์ด้วย ตอนนั้นเป็นช่วงที่ต้องจัดเวลาให้ดี อย่างกลางวันต้องไปออกกอง กลางคืนกลับมาซ้อมอีก แต่มันก็สนุกดีอาจจะเพราะเราชอบด้านนี้อยู่แล้ว

โอกาสที่พราวได้รับแล้วอยากแชร์กับเรา

จริง ๆ แล้วความฝันของพราวคือการได้เข้าคณะศิลปกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะตอนมัธยมเราอยู่ดุริยางคศิลป์ได้ฝึกร้อง Opera เราตั้งใจซ้อมมาก ตั้งใจเรียนมากเพื่อให้ได้ แต่สุดท้ายมันไม่เป็นแบบที่คิด ก็ลองมาเปลี่ยนเป็นเอกการละครของธรรมศาสตร์แทน ซึ่งพอได้เข้ามาเรารู้สึกชอบและรู้สึกว่าเราเลือกถูกเพราะมันไม่ใช่แค่การเรียนแอคติ้ง เราเรียนนิเทศศาสตร์จะรู้ดีว่าเราได้เรียนรู้มนุษย์รู้จักชีวิต แล้วเอาไปปรับใช้ได้กับชีวิตประจำวันจริง ๆ

อยากเห็นตัวเองในบทบาทไหนเพิ่มเติมในปีนี้ (2020)

ที่อยากจริงจังมากขึ้น คือการเป็นพิธีกรค่ะ เราก็พยายามเรียนเพิ่มเติมด้วย อย่างการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะพราวคิดว่าถ้าเป็นพิธีกรสองภาษาได้ก็น่าจะดี และทำให้เรามีโอกาสไปได้ไกล

จุดเริ่มต้นของเพจ part-time wanderer

จุดเริ่มต้นมาจากการที่เราว่าง ช่วงนั้นเพจใน Facebook มันก็เริ่มบูม พราวเห็นหลายเพจที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จก็เลยอยากลองดูบ้าง ตอนนี้เพจ part-time wanderer ยังเป็นเพจที่เริ่มทำอยู่ในช่วงกลาง ๆ แต่มีช่วงที่พราวไปเรียนอยู่ที่อังกฤษ แล้วเรารู้สึกว่าว่าง เราไม่ได้มีรายได้อะไร เราก็เริ่มที่จะทำเพจท่องเที่ยวเกี่ยวกับลอนดอน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า เริ่มมีการนำแฟชั่นเข้าไปอยู่ด้วย พร้อมกับสไตล์ท่องเที่ยว เพื่อให้เพจเราดูมีอะไรมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

การเเต่งตัวที่ยูนิคเเละเป็นเอกลักษณ์

เราไม่มีสไตล์การแต่งตัวที่ตายตัวเลยนะ เราไม่มีแนวที่เรียกการแต่งตัวสไตล์นี้ว่า Vintage หรือว่า Street เราแค่รู้สึกว่าเราชอบการแต่งตัวที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจแล้วเราชอบจนมันกลายเป็นตัวเราที่ไม่เหมือนใคร แค่รู้สึกว่าถ้าหยิบมาใส่แล้วเราต้องดูดีก็พอ

My favourite magazine

พราวชอบเป็นพิเศษ​คือแฮมเบอร์เกอร์ เพราะสำหรับเราเป็นนิตยสารที่แฟชั่นมากแล้วแต่ละคนที่มาขึ้นปกคือเป็นแฟชั่นแฟชั่นนิสต้า เป็นดาราชั้นนำของวงการแฟชั่น แต่ถ้าสมัยนี้จะไม่ค่อยได้อ่าน พราวจะเน้นไปที่นิตยสารออนไลน์แทน จะเลื่อนดูรูปภาพใน Instagram อะไรแบบนี้มากกว่า เพราะรู้สึกว่าเข้าถึงง่าย แต่ยังชอบความรู้สึกตอนกำลังเปิดอ่านหนังสืออยู่ หรือถ้าบางคอลัมน์ในนิตยสารมีความน่าสนใจให้เราอยากซื้อเราก็จะซื้อเก็บไว้

ก้าวเดินตามความฝัน

หลายคนอาจจะคิดว่าช่วงที่เราเรียนเป็นช่วงที่ยากแล้ว แต่ว่าการออกไปใช้ชีวิตจริง ๆ มันเป็นอะไรที่ยากกว่ามาก พราวอยากให้ทุกคนทุ่มเทกับการหาความรู้จากสิ่งที่เรียนไปให้ได้มากที่สุด เพราะว่าหลังจากที่ออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะได้เจอกับของจริงที่เราคาดไม่ถึง จะต้องมีช่วงเวลาที่เรารู้สึกเคว้งหาทางไปต่อไม่ถูก

ค่อย ๆ หาสิ่งที่อยากทำให้เจอแล้วเราจะพบทางของเราเอง อย่างพราวที่ผ่านการทำงานมาแล้วยังตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษก่อนถึงจะพบว่าเราชอบแฟชั่นจริง ๆ พอกลับมาเราสานต่อด้านแฟชั่นให้มันชัดเจนขึ้น อย่างที่บอกว่าต้องหาจนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่

อยากจะแนะนำให้ทุกคนทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ก็ต้องมองด้วยว่าสิ่งที่เราชอบมันสิ่งที่เราทำแล้วดีจริงไหม มันสามารถให้อะไรตอบแทนกับเราได้หรือเปล่า มากกว่าคำว่าชอบแล้วก็ต้องดูด้วยว่าคนอื่นชมเราหรือเปล่าว่าเราทำสิ่งนี้ได้ดี ถ้าสิ่งไหนที่เราทำแล้วมันใช่ก็ทุ่มเทกับมันไปเลย เราจะเจอกับทางของเรา

หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์แล้ว จะเห็นได้ว่ากว่าพี่พราวจะมาเป็น ‘พราว อรณิชา’ ในวันนี้ เธอผ่านอะไรมาหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของการค้นหาตัวตนของตัวเอง ถ้าใครที่ค้นหาเจอแล้วก็อยากให้ทุกคนตั้งใจทำมันให้ดีต่อไป ส่วนใครที่ยังหาไม่เจอให้ค่อย ๆ มองหาและพยายามทำหลายอย่างเพราะการลงมือทำจะให้คำตอบกับเราได้ดีที่สุด

Writer

จันทรัตน์ เหมาะสมสกุล
นักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ