“เราเป็นคนสนุก เฮฮา แต่บางมุมมีเครียดบ้าง เราไม่อยากให้คนรอบข้างเห็นมุมที่เครียด แล้วเขาจะเครียดกับเราไปด้วย เราอยากทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปพร้อมกับเรา การมีทัศนคติที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าเรามีทัศนคติที่ดีต่อคนรอบข้าง เขาจะมีทัศนคติที่ดีต่อเราด้วย”

นิยามตัวตนของ ‘หนูเนย์’ ศศิประภา หนูคง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาบรอดแคสต์ติ้งและวารสารศาสตร์ดิจิทัล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พิธีกรสาวคารมดี ที่เต็มไปด้วยความสดใส ร่าเริง

ก้าวเข้าสู่รั้วม.กรุงเทพ ด้วยทุนกิจกรรมสัมพันธ์

เช้าวันหยุดที่แสนสดใส เราได้มีโอกาสมาพูดคุยกับพิธีกรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้ร่าเริง มีความเป็นธรรมชาติ เรานัดกันเจอกันที่อาคาร A3 Imagine Lounge หรือห้องหมี ที่เด็กม.กรุงเทพรู้จักกันดี ผู้เขียนเอ่ยทักทายเธอ ก่อนที่เราจะเดินไปหาโตะนั่ง สักพักช่างภาพของเราก็ตามมาติด ๆ พวกเราได้ทำความรู้จักกัน

ผู้เขียนกับหนูเนย์เริ่มสนทนากันอย่างสนุกสนาน ด้วยความเป็นคนขี้เล่นของหนูเนย์จึงทำให้เราคุยกันได้อย่างออกรส หนูเนย์บอกกับเราว่า ครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์แบบจับเข่านั่งคุยครั้งแรกของเธอ อาจจะดูตื่นเต้นไปบ้างเล็กน้อย แต่เธอยังคงความอารมณ์ดีให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลาที่พูดคุยกัน

ผู้เขียนได้ขอให้หนูเนย์เล่าเรื่องจุดเริ่มต้นการก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ หนูเนย์เล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงน่าฟัง มีติดทองแดงนิดหน่อย ทำให้เราสนุกที่จะฟัง และเป็นเอกลักษณ์ที่ใคร ๆ ก็จดจำเธอได้

“เริ่มแรก เราได้เรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะว่าได้ทุนเรียนฟรีตลอด 4 ปี คือทุนกิจกรรมสัมพันธ์ เป็นทุนที่คัดเลือกนักเรียนจากภาคใต้ จำนวน 3 คน แล้วเราติดหนึ่งในนั้นด้วย ทุนกิจกรรมคือทุนที่ให้สำหรับเด็กทำกิจกรรมในโรงเรียนมัธยม การสมัครต้องยื่นแฟ้มสะสมผลงานของตัวเอง แล้วจึงสัมภาษณ์แข่งขันกันอีก 200 กว่าคน” จากการยื่นสมัครทุน หนูเนย์ได้รับคัดเลือก และได้มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

BU Channel จุดเริ่มต้นของพิธีกรคารมดี

หนูเนย์เล่าต่อว่าหลังจากที่ได้รับทุน ก็เริ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับมหาวิทยาลัย และการเข้าร่วมชมรมที่สร้างเธอให้โดนเด่น “เราได้เริ่มทำงานให้กับมหาวิทยาลัย โดยการถ่ายโปรโมทให้ทางมหาวิทยาลัย เป็นพิธีกรสร้างสีสันในงาน Open House หลังจากนั้นเราได้เข้าชมรม BU Channel รู้สึกว่า ถ้าไม่มีชมรมนี้อาจจะไม่ได้ทำงานที่ชอบ เราอยู่ฝ่ายพรีโปรดักชั่น (Pre-Production) หรือฝ่ายที่เตรียมการผลิต ต้องดูแลพิธีกร MC ต่าง ๆ” การทำงานกับ BU Channel หนูเนย์เริ่มสะสมประสบการณ์การเป็นพิธีกร จนได้มาอยู่หน้ากล้องในที่สุด

ประสบการณ์ครั้งแรกของเธอคนนี้อาจจะดูไม่ราบรื่นนัก หนูเนย์เล่าด้วยความรู้สึกผิดและอยากจะขอโทษ เราสังเกตจากดวงตาของเธอได้ฉายแววความรู้สึกผิดและความมุ่งมั่นออกมาพร้อมกัน ทำให้ผู้เขียนรับรู้ได้ถึงพลังบวกจากเธอ

“ครั้งแรกที่ได้เริ่มทำงานพิธีกร จำสคริปต์ไม่ได้เลย การเป็นพิธีกรก็ต้องดูสคริปต์ให้น้อยที่สุด เพราะงานนี้มีผู้ใหญ่ระดับสูงร่วมชมด้วย เราเกร็งเพราะงานแรกเป็นทางการมาก พอขึ้นเวทีพูดผิดพูดถูก รนไปหมด ลงจากเวทีรู้สึกผิดมาก ทำหน้าที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แต่ทั้งอาจารย์กับเพื่อน ๆ คอยให้กำลังใจ เพราะมัวแต่ไปเล่นกับเพื่อน จนทำให้จำสคริปต์ไม่ได้ ไม่ทำการบ้าน”

หนูเนย์ย้อนทบทวนให้ฟังอีกว่า “ทั้งที่เขาให้สคริปต์เรามานานมากแล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่าแบ่งเวลา รู้แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เราชอบ อีกใจหนึ่งรู้สึกว่าทำไมต้องมาทำด้วย เพื่อนคนอื่นเขาไม่เห็นต้องทำ เอาเวลาว่างไปเล่น ไปเที่ยวมีความสุขดี แต่มาคิดดูอีกที บทบาทหน้าที่ของเราสำคัญเหมือนกัน หลังจากนั้นเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ท่องจำสคริปต์ให้มากขึ้น อย่างน้อยถ้าจำไม่ได้ทั้งหมด ให้จำหัวข้อให้ได้ แล้วใส่ความเป็นตัวเองเข้าด้วย คนที่เขาฟังเราจะได้ไม่เบื่อ”

การวาดรูปทำให้ได้รู้จักความสงบ

ระหว่างที่เราได้พูดคุยกัน ผู้เขียนอยากรู้จักตัวตนของหนูเนย์ให้มากขึ้น นอกจากเรื่องประสบการณ์ด้านการพูดแล้ว มีกิจกรรมอะไรอีกที่เธอใช้ฝึกฝนและพัฒนาตัวเอง

“มีอีกหนึ่งอย่างที่เราชอบ คือเรื่องวาดรูป ชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ว่าไม่ได้มีโอกาสไปเรียนด้านนั้นแบบเต็มตัว เพราะว่าชอบการกล้าทำ การแสดงออกมากกว่า เรารู้สึกว่าเวลาที่ได้วาดรูปมันสงบ และต้องใช้สมาธิกับงานตรงนั้น เป็นสิ่งที่เราชอบ และอยากจะทำในเวลาว่าง”

เราสังเกตจากที่หนูเนย์เล่าให้ฟัง การทำหน้าที่พิธีกรได้ดีและเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ส่วนหนึ่งเพราะหนูเนย์มีเวลาให้ตัวเองได้ทำสมาธิ หรืออยู่กับความสงบ เพื่อให้จิตใจมีความพร้อมที่จะทำงาน นี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของคนที่ใฝ่เรียนรู้ และประสบความสำเร็จ

ผู้เขียนยังสนใจเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน ไลฟ์สไตล์วันหยุดหรือวันว่างของหนูเนย์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะได้เห็นหนูเนย์ในมุมต่าง ๆ เหมือนเธอมีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา เผื่อว่าใครอยากรู้ว่าแต่ละวันของเธอ ทำอะไร จะได้เอาไปปรับใช้ตามได้

“กิจวัตรประจำวันไม่ได้แตกต่างกันมาก ตื่นเช้ามา ไปเรียนกับเพื่อน อย่างแรกเลยตื่นเช้า เราต้องจัดอันดับก่อนว่าวันนี้เราจะทำอะไรบ้าง เรามีแพลนเนอร์ประจำวันว่า งานไหนที่เรารับไว้ และมีเรียนช่วงไหน การเรียนสำคัญที่สุด และกิจวัตรที่ได้มาเรียนกับเพื่อน เฮฮากันตามปกติ เรียนคือเรียน ต้องมีความรับผิดชอบ” เพราะการแบ่งเวลา ทำให้หนูเนย์สามารถเรียนและทำกิจกรรมไปพร้อมกัน และทำได้ดีทั้งสองอย่าง

คบเพื่อนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การไปเรียนมีข้อดีที่สำคัญมากในชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย คือทำให้เรามีสังคม มีเพื่อนเพิ่ม หนูเนย์บอกว่า “เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามาเรียนปี 1 คือไม่มีเพื่อนเลย จนกระทั่งได้เรียนซัมเมอร์ เป็นช่วงที่เราจะได้รู้จักกับเพื่อน การเลือกคบเพื่อน เราไม่ต้องเลือกคบกันที่ฐานะเท่านั้น แค่เลือกให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเราก็พอ”

“เรามีเพื่อนหลายภาควิชามาก มีเพื่องต่างชาติด้วย การเลือกคบเพื่อน เลือกที่เข้ากับเราได้ เป็นอะไรที่ดีมาก เวลาจะชวนกันไปไหน เขาเข้าใจเรา ไปกันได้ทุกที่จริง ๆ แล้วคุยกันได้ทุกเรื่อง คุยแล้วสบายใจ”

หนูเนย์เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเลือกคบเพื่อน เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับหลายคนที่มีปัญหาในการเลือกคบเพื่อน การเรียนรู้จากเพื่อน ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน คือการที่เราลองเปิดรับสิ่งใหม่ จะดีหรือไม่ดีให้ถือว่าเป็นประการณ์ชีวิต

นอกจากงานที่เป็นพิธีกร เธอยังมีความฝันอีกหนึ่งอย่างที่อยากจะทำสักครั้งในชีวิต เธอเล่าด้วยความรู้สึกที่เปล่งประกายไปด้วยความมุ่งมั่น จนทำได้ผู้เขียนรับรู้เลยว่าเธออยากจะทำสิ่งนั้นจริง ๆ

“ตอนนี้อยากทำงานอาสา เห็นเพื่อนไปเป็นอาสาบนดอย เราอยากไปทำบ้าง การออกค่าย ได้ไปใช้ชีวิตกับเพื่อนร่วมค่ายเป็นเดือน ได้ไปเจอสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ อยากทำค่ายอาสามาตั้งแต่ปี 1 แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาว่างสักที ปีนี้ก็อยากจะไปสักครั้ง ลองไปดูว่าค่ายอาสา ยากหรือไม่ แต่เราว่าท้าทาย และสนุก เพราะเป็นสิ่งที่เราอยากทำมาก”

ปรับตัวก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน

เราได้เห็นความร่าเริง สนุกสนาน ความเฮฮาของเธอมาสักพักใหญ่แล้ว คนเราไม่ได้มีด้านเดียวเสมอไป ต้องมีบางมุมที่เรากลับมานั่งทวบทวนกับตัวเองอยู่เสมอ หนูเนย์เช่นเดียวกัน ในเวลานี้ทั้งหนูเนย์และผู้เขียนกำลังจะจบการศึกษา เพื่อก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริงข้างนอกแล้ว เรานึกถึงเรื่องอนาคตมาเป็นอับดับหนึ่ง หนูเนย์ได้บอกกับผู้เขียนด้วยสีหน้าจริงจังเป็นครั้งแรก แตกต่างจากตลอดการสัมภาษณ์ในวันนี้ที่เราเห็นแต่รอยยิ้ม เธอกลับมีสีหน้าที่จริงจังเข้ามาแทนที่

“เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาที่เรียนมาทั้งหมดช่วงปีแรก ไม่เป็นเลย แต่พอขึ้นปี 4 จะต้องเครียดแล้วว่า เดี๋ยวปีหน้าต้องทำงานแล้ว เทอมนี้เรียนเป็นเทอมสุดท้ายแล้ว เทอมหน้าฝึกงานเสร็จ ต้องทำงาน มันจะมีช่วงที่หมด Passion แบบว่าเราไม่อยากทำอะไรเลย เบื่อไปหมด บางทีมีงานมา เราไม่อยากทำ แต่ว่ามันเป็นหน้าที่ ที่เราต้องรับผิดชอบ เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะอย่างที่บอกว่า ปีหน้าเราทำงานแล้ว ถ้าเรายังไม่รีบพัฒนาตัวเองตอนนี้ เราจะตามหลังคนอื่นไปเรื่อย ๆ”

เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เป็นประโยคที่ยังคงก้องอยู่ในหัวของผู้เขียน นี่แหละที่ทำให้หนูเนย์มีความแตกต่างจากคนอื่น ๆ วันนี้เราได้รู้จักหนูเนย์มากขึ้น เธอเป็นคนที่มีความฝัน และอยากทำฝันให้เป็นจริง

ผู้เขียนเชื่อว่าหนูเนย์เป็นอีกหนึ่งคน ที่กำลังเรียนรู้ และลองทำสิ่งใหม่ ๆ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราลงมือทำและเรียนรู้ ดังเช่นข้อความที่เราอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่า “จงพร้อมที่จะเรียนรู้ และเป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่ตลอดเวลา”

หนูเนย์กับผู้เขียนบอกลากันด้วยรอยยิ้ม เราเชื่อว่าพี่หนูเนย์ จะเป็นอีกหนึ่งรุ่นพี่ ซึ่งเป็นที่จดจำของรุ่นน้องในรั้วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่ว่าเธอจะเติบโตและโลดแล่นอยู่ในวงการใด ประกายความสดใส เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังการคิดบวก จะทำให้เธอประสบความสำเร็จในสายอาชีพที่เธอเลือกอย่างแน่นอน

Writer

วนิดา คิดอยู่
Enjoy กับทุกเรื่อง ชอบความท้าทาย เป็นคนสนุกสนาน และอยากให้คนรอบข้างสนุกไปกับเรื่องราวที่เราได้เล่าผ่านตัวหนังสือ

Photographer

สุธิชา หาแก้ว
ไม่ค่อยชอบพูด ถ้าไม่สนิทจริง แต่ถ้าได้รู้จักแล้ว บอกเลยพูดไม่หยุด อยากเห็นคนรอบข้างมีความสุขสนุกไปกับเราในทุก ๆ เรื่อง