จากนักร้องสายประกวดสู่การเป็น นักร้องตัวจริง กับเส้นทางที่แสนลำบากและโอกาสที่เธอไม่เคยหยุดไขว่คว้า แม้ว่าจะถูกกดดันและผ่านคำดูถูกมามากมาย แต่นั่นก็ไม่ทำให้เธอหยุดที่จะเดินทางต่อเพื่อไปให้ถึงปลายทางของการเป็น ‘นักร้องที่มีชื่อเสียง’ แบม หรือ วิภาวี บุญภา ขณะนี้ศึกษาอยู่ ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

แบม วิภาวี ได้แรงบันดาลใจในการเป็นนักร้องมาจากคนรอบข้างและคนในครอบครัว เธอจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน และหากใครเป็นคอเพลงลูกทุ่ง คงจดจำสาวน้อยตัวเล็กแสนมหัศจรรย์ที่ร้องเพลงลูกทุ่งมีลูกเอื้อนที่ทำให้คนฟังดั่งต้องมนต์สะกดมาแล้ว

เมื่อคำตอบของความชอบ…คือการร้องเพลง

“เราเป็นคนที่ชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก ๆ ถ้าบ้านไหนมีงานสังสรรค์ เราจะแอบไปเกาะรั้วบ้านหลังนั้น ฟังเพลง ร้องเพลงจนเขาชวนเข้าไปร้องในบ้านด้วยกันเลย” แบมเล่าเรื่องราวในวัยเด็กให้เราฟังด้วยท่าทีเป็นกันเอง เปิดเผย และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

แบม วิภาวี เล่าต่อถึงความเป็นมาเป็นไปของการเริ่มร้องเพลง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วัยเพียง 8 ขวบ อาจเรียกได้ว่าเธอชื่นชอบการร้องเพลงตั้งแต่จำความได้ หลังจากที่รู้ตัวเธอก็ไม่เคยได้ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย แบมเริ่มสมัครร้องเพลงในโรงเรียน จนทำให้คุณครูต่างก็รู้กันว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์

จากนั้นไม่ว่าจะเป็นช่วงประถมหรือมัธยมแบม วิภาวีจึงได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนเพื่อไปแข่งขันตามงานประกวดต่าง ๆ เสมอ

ที่ไหนมีโอกาส…ที่นั้นจะมี ‘แบม วิภาวี’

เมื่อมีการแข่งขันย่อมมีคนแพ้และคนชนะ แบมเองก็เป็นทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ไม่ว่าจะเป็นที่หนึ่ง ที่สอง ที่สามหรือไม่ได้รับตำแหน่ง เด็กสาวคนนี้ก็ผ่านมาหมดแล้ว แต่สำหรับการแข่งขันในรายการโทรทัศน์ที่ใครหลายคนรู้จักกันดี แบมก็สามารถคว้าแชมป์รองชนะเลิศอันดับที่ 1 มาได้ตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งก็คือรายการมาสเตอร์คีย์เวทีแจ้งเกิด และอีกหนึ่งรายการโทรทัศน์ที่ทำให้แบมกลายเป็นที่รู้จักในบรรดาแฟนคลับของคนคอเพลงลูกทุ่งก็คือรายการไมค์ทองคำ ซึ่งแบมก็สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 มาได้และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินของค่ายยุ้งข้าวเรคคอร์ดตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี

แชมป์อายุน้อย...“ไม่ได้มีแค่ผลดี”

“การที่ได้เป็นแชมป์ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ มีทั้งผลดีและผลเสีย”

แบมเล่าให้ฟังว่า ประสบการณ์ในแง่ดีที่เธอได้รับจากการประกวดก็คือ เธอรู้สึกว่าเธอประสบความสำเร็จได้แล้วหนึ่งขั้น และเธอสามารถพิสูจน์ตัวเองจากคำดูถูกต่าง ๆ ได้ว่าเธอไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่สำหรับข้อเสียของการเป็นแชมป์ก็คือ การที่เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังย่ำอยู่กับที่เพราะหลังจากการได้เป็นศิลปินที่มีค่ายทำให้ไม่มีโอกาสได้ไปประกวดในรายการอื่น ๆ อีก ซึ่งทำให้ใครหลายคนยังไม่รู้จัก ‘แบม วิภาวี’ มากพอ

ท่วงทำนองของเพลงอยู่ในสายเลือด

ชีวิตเราตั้งแต่จำความได้ไม่เคยมีเวลาได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วไปเลยความคิดที่จะเลิกร้องเพลงจึงเคยอยู่ในหัวของแบมมาก่อน

แบมเล่าว่าการร้องเพลงสำหรับเธอมันหนักมาก ทุกวันเธอต้องไปซ้อมร้องเพลงที่โรงเรียน อย่างช่วงระหว่างพักกลางวัน ทานข้าวเสร็จก็ไปซ้อมร้องเพลง พอตกเย็นหลังเลิกเรียนก็ต้องไปซ้อมร้องเพลงอีกครั้ง ชีวิตจึงวนเวียนอยู่กับการซ้อมร้องเพลงมาตั้งแต่ป.2 จนถึงป.6 ไม่มีวันได้หยุดพัก แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ตาม

มันทำให้เธอเหนื่อยจนรู้สึกว่าอยากพอแล้ว

เราทำได้แค่ยืนมองเพื่อนเล่นสนุกกัน แต่ตัวเราก็ต้องไปซ้อมร้องเพลงต่อ

เมื่อแบมท้อจึงลองหยุดพัก แต่เมื่อได้หยุดก็ทำให้เธอได้รู้ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปซึ่งสิ่งนั้นแบมบอกกับบ้านกล้วยว่า มันคือการร้องเพลงที่เปรียบเสมือนสายเลือดของเธอมันคือหน้าที่ที่เธอจะหยุดทำมันไม่ได้

พิสูจน์ตนจากเสียงโห่ร้อง

“ผลตอบรับที่ดีมันก็ทำให้เรามีกำลังใจในการก้าวต่อ แต่ผลตอบรับที่แย่ ๆ ก็มี” แบมยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนเผยว่าเคยประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกแย่ แบมเล่าว่าหลังจากแข่งขันร้องเพลงเสร็จเธอถูกตะโกนไล่หลังรถที่กำลังขับกลับบ้านว่า “เนี่ยเหรอที่หนึ่ง ที่หนึ่งร้องได้แค่นี้เหรอ” หลังจากที่เธอได้ยินประโยคเหล่านั้นมันทำให้เธอรู้สึกแย่และกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่า ‘เขาไม่เห็นด้วย เขาไม่ได้รู้สึกแบบเรา แปลว่าเราไม่ดีจริงเหรอ’

และแม้ว่าเธอจะรู้สึกแย่ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นกลับเป็นแรงผลักดันที่ทำให้แบมได้พยายามพิสูจน์ตัวเองจนถึงทุกวันนี้

แรงผลักดันที่ทำให้มี ‘แบม วิภาวี’

“การที่เราเห็นว่าครอบครัวเราเหนื่อยขนาดไหน มันยิ่งทำให้เราฮึดสู้มากขนาดนั้น”

ครอบครัว คือแรงผลักดันและแรงใจครั้งสำคัญที่แบมตอบออกมาอย่างไม่ลังเล แบมเผยว่าครอบครัวของเธอไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ไม่ใช่ครอบครัวที่สะดวกสบาย แต่ครอบครัวเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ‘เราจะสู้ เพราะว่าเห็นพ่อกับแม่เหนื่อย’ ครอบครัวจึงเปรียบเสมือนแรงกายและแรงใจที่ทำให้แบมลุกขึ้นมาสู้ต่อ

“ถ้าเราสามารถใช้ความสามารถพิเศษตรงนี้ช่วยเขาได้ เราก็จะทำ” แบมกล่าว

ความฝันที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เราร้องเพลงและเรียนไปด้วย ไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเลย”

แบมแอบกระซิบว่า ช่วงแรก ๆ เธอแบ่งเวลาไม่ได้เลย เพราะหลังจากเลิกเรียนก็มีงานร้องเพลง บางครั้งเลิกงานดึกดื่น กลับบ้านมาก็อาบน้ำนอน เธอจึงไม่ได้ทำการบ้าน และเช้ามาก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อไปโรงเรียน

“ช่วงนั้นชีวิตเราสะเปะสะปะมาก ไม่มีความรับผิดชอบเลย”

แต่เมื่อแบมโตขึ้นเธอก็เริ่มเรียนรู้และสามารถแบ่งเวลาได้ดียิ่งขึ้น ถ้าเป็นเรื่องเรียนหากมีเวลาว่าง เธอนั้นจะไม่ยอมอยู่เฉย ๆ รีบนำการบ้านหรืองานขึ้นมาทำทันที แต่ถ้าหากว่าวันใดไม่มีเรียน เธอจะแจ้งกับทางเวิร์คพอยท์เพื่อจัดตารางงานให้ตรงกับวันและเวลาที่เธอว่าง

14 ปีกับความฝันที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

“เราไม่เคยวาดฝันอย่างอื่นเลยนอกจากการเป็นนักร้อง ตั้งแต่จำความได้จนถึงตอนนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องอยู่”

แต่เส้นทางการเป็นนักร้องของเด็กสาวคนนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แบมหัวเราะเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อว่า ถึงแม้ตอนนี้เราจะก้าวมาแล้วครึ่งหนึ่งและเหยียบคำว่าศิลปินมาแล้วอีกครึ่งหนึ่ง แต่มันก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

แบมได้มีโอกาสทบทวนกับตัวเองและคิดเผื่อไว้แล้วว่า หากวันใดวันหนึ่งเส้นทางสายนี้จะ ‘ไม่ปังหรือไม่ประสบความสำเร็จ’ เธอจะบอกกับตัวเองว่า ‘ไม่เป็นอะไร’ ยังมีอาชีพอื่นรองรับ เพราะว่าตัวเธอนั้นเลือกเรียนในสายงานที่หลากหลาย เผื่อไว้เป็นตัวเลือกในอนาคตอยู่บ้างแล้ว

ก้าวจนกว่าจะไม่เหลือโอกาสให้ก้าว

เป้าหมายต่อจากนี้ของแบมคือการที่เธอจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เธอจะยังคงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่เหลือโอกาสให้ก้าวต่อไป

เธอเล่าว่า การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะมี ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เธอยึดถือมาตลอด อาจเพราะในวันนี้เธอยังไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เธอจึงมักย้ำกับตัวเองอยู่ตลอดว่า ‘เราต้องพัฒนา’

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือเราจะทำให้ดีที่สุดและมันจะต้องดีขึ้นกว่าเดิมเท่าที่เราจะทำได้”

ฝากถึงคนที่มีความฝัน บนเส้นทางเดียวกัน

“ถ้าเราฝันแล้วให้จำไว้เลยว่ามันไม่มีอะไรไกลเกินเอื้อม ถ้าเรามีความพยายามมากพอ”

แม้ว่าแบมจะบอกกับคนอื่นอยู่เสมอว่าเธอยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่เธอก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ แบมกล่าวต่อว่าเส้นทางของทุกคนมันไม่เหมือนกัน บางคนลำบากกว่า บางคนสบายกว่าและบางคนอาจมีคนที่คอยสนับสนุนให้ไปถึงฝั่งฝันได้ง่ายกว่า แต่อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อเสมอว่าทุกความฝันล้วนต้องใช้ความพยายามจากตัวเอง

“เพราะว่าทุกความพยายามมันมีความสำเร็จอยู่ในนั้น”แบม วิภาวี เจ้าของผลงานเพลง “ยังเจ็บจี๊ด ๆ เวลาคิดถึง” หนึ่งในศิลปินค่ายยุ้งข้าวเรคคอร์ด

Writer & Photographer

อชิรญาณ์ ไพบูลย์
“งานเขียนไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่เราอยากทำ แต่เป็นสิ่งแรกที่เราจะทำ”