ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้มนุษย์คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน การประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์มีมาตั้งแต่ยุคอดีต จนกระทั่งปัจจุบันการสร้าง ‘หุ่นยนต์’ หรือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ให้ทำสิ่งต่าง ๆ แทนมนุษย์มีบทบาทมากขึ้น เช่น มีการสร้างหุ่นยนต์เครื่องทำความสะอาดอัตโนมัติ การสร้างแขนกลเพื่อทำอาหาร หรือแม้กระทั่งสถานที่เสี่ยงอันตรายมนุษย์ก็สามารถสร้างหุ่นยนต์เพื่อทำงานแทนตนเองได้

บ้านกล้วย ได้มีโอกาสพิเศษพูดคุยเรื่องของหุ่นยนต์หรือ Artificial Intelligence (AI) ที่ภาษาไทยเราเรียกกันว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ กับ ผศ.ดร.ปกรณ์ ยุบลโกศล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หนึ่งในคณะหรือสาขาที่มีการเรียนการสอนเรื่องหุ่นยนต์ ได้แก่ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ และสาขาวิชาวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และวิทยาการข้อมูล โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี (Technology) ควบคู่ไปกับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

รู้จัก AI: Artificial Intelligence

เราเริ่มต้นรู้จัก AI ด้วยการทำความเข้าใจนิยามหรือความหมาย โดย ผศ.ดร.ปกรณ์ ได้อธิบายความหมายว่า “AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence ในภาษาอังกฤษ ถ้าใช้คำภาษาไทยคือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ AI หมายถึง ‘ปัญญา’ ที่ได้รับการ ‘ประดิษฐ์’ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น” เมื่อเราค้นเพิ่มเติมจากพจนานุกรมพบว่า คำว่าปัญญา หมายถึง “ความรอบรู้ ความฉลาดอันเกิดจากการเรียนรู้ และการคิด” โดยรวมแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ จึงหมายถึง สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีคุณสมบัติความรอบรู้ ความฉลาด สามารถเรียนรู้ สามารถคิดได้ คล้ายกับมนุษย์ 

การมีปัญญาจึงอาจจะหมายรวมถึงการมีระบบการเรียนรู้ที่ดีอีกด้วย ผศ.ดร.ปกรณ์ เพิ่มเติมรายละเอียดที่น่าสนใจให้เราเห็นภาพมากขึ้น “คำว่าปัญญาของสิ่งมีชีวิตแบ่งออกได้เป็น 5 อย่าง ได้แก่ การมองเห็น การได้ยินคือสามารถฟังจับใจความได้ การวางแผน การคิด และการวิเคราะห์ สิ่งเหล่านี้คือปัญญาของมนุษย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราประดิษฐ์ เราสามารถเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ต้องมีเงื่อนไขว่าทำสิ่งที่กล่าวว่ามานี้ได้คล้ายกับมนุษย์”

AI จึงมาจากความพยายามของคนเรา ที่จะสร้างระบบหรือปัญญาประดิษฐ์ให้ทำได้ใกล้เคียงกับปัญญาจริง ๆ ของมนุษย์มากที่สุด “ตัวอย่าง การมองเห็น คนเรามีสายตา มีดวงตา มองไปทางใดก็รู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้คืออะไร ระลึกได้ จดจำได้ เราเคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือไม่ มนุษย์มองและรู้ว่าสิ่งนี้คือโต๊ะ สิ่งนี้คือเก้าอี้ เช่นเดียวกับระบบ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ที่คนสร้างขึ้นมาเลียนแบบให้คล้าย มีความเหมือนกับการมองของคนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ผศ.ดร.ปกรณ์ กล่าว

AI อยู่ใกล้ตัวเรา

เราได้ฟังมาถึงตรงนี้บางคนอาจจะคิดว่า AI หรือหุ่นยนต์เป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะต่าง ๆ แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา อุปกรณ์กล้องถ่ายรูปเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของ AI ในระดับพื้นฐาน “หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ กล้องที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปอย่างเดียว แต่เป็นคล้ายซอฟต์แวร์ที่รู้ว่าในรูปนี้มีใบหน้าของคนอยู่ด้วย รู้ได้อย่างไร เพราะเรามีระบบจับเรื่องของใบหน้า (Facial recognition system) การตีกรอบหน้า สิ่งนี้เป็นมาตรฐานมาพร้อมกับโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์จากกล้องมือถือ”

ความมหัศจรรย์ของกล้องดิจิทัลในปัจจุบันยังทำได้หลากหลายมากกว่ากล้องสมัยก่อน “กล้องดิจิทัล เมื่อเราถ่ายใบหน้าคนสามารถตีกรอบหน้าได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้นซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ยังรู้ได้ทันทีว่า ใบหน้านี้ เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุประมาณเท่าไหร่ หรือมีอารมณ์แบบใด ถ้ายิ้มอยู่ โปรแกรมหรือตัวปัญญาประดิษฐก็บอกได้ว่าใบหน้านี้กำลังยิ้มอยู่ กำลังโมโหอยู่ ทำหน้าบึ้งหรือตกใจ เหล่านี้เป็นตัวอย่างของปัญญาประดิษฐ ที่ได้รับการประดิษฐขึ้นมา เพื่อให้ทำงานคล้ายกับมนุษย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญญาของสิ่งมีชีวิต”

ประโยชน์ของ AI

การนำ AI ไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายแวดวง ทั้งด้านการแพทย์ การเดินทาง การสื่อสาร รวมไปถึงทางด้านธุรกิจ ผศ.ดร.ปกรณ์ ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า AI จะเห็นประโยชน์ชัดเจนในภาคธุรกิจ “ในโลกของธุรกิจ เราต้องการสร้างผลกำไร ผลประกอบการให้ดีขึ้น ให้มากขึ้น เป็นประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ AI ที่นำไปใช้ในโลกธุรกิจ เช่น ระบบการแนะนำสินค้า อย่างที่พวกเราเคยเห็นกัน เช่น เราไปซื้อของออนไลน์ทางหน้าเว็บไซต์ เราเลือกของได้แล้ว เตรียมจะซื้อแล้ว พอเลื่อนลงมาดูเพิ่มเติมอีก เราจะเห็นสินค้าแนะนำ หรือเป็นสินค้าที่คนอื่น ๆ ก็ซื้อเหมือนเรา แล้วมีสินค้าเรียงกันอีกสามหรือสี่ไอเทมให้เราเลือก สินค้าเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกขึ้นมาจากการสุ่ม แต่เป็นการบันทึกข้อมูลของเราไว้ว่าเราเลือกดูสินค้าอะไรบ้าง และระบบก็จะแนะนำสินค้าที่ใกล้เคียงให้”

ระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลอย่างอัจฉริยะเหล่านี้ ทำให้ธุรกิจทำกำไรได้ “ถ้าให้ยกตัวอย่างเพิ่มเติม ระบบของ Netflix การดูหนัง หรือการซื้อของออนไลน์ผ่าน Amazon ระบบการแนะนำสินค้า ช่วยทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ เบื้องหลังของระบบปฏิบัติการหรือ AI ที่ช่วยแนะนำสินค้า เป็นระบบที่ทำให้ลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง ลูกค้าได้เห็นสินค้าที่ตรงใจ เขาจะกดซื้อทันที ที่มาของการเลือกได้ตรงใจ คือมีระบบ AI อยู่เบื้องหลังการทำงาน ศัพท์ทางด้านธุรกิจคือการเพิ่มยอดขาย (Upsales) มีรายได้เพิ่มขึ้น แทนที่จะขายได้เพียงหนึ่งชิ้น อาจจะขายได้ถึง 3 ชิ้นในเวลาเดียวกัน”

ความสามารถของ AI กับการทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์

การพัฒนา AI จนสามารถทำงานได้หลายอย่าง งานบางอย่าง AI สามารถทำแทนมนุษย์ได้เลย หรือแม้กระทั่งสร้าง AI ให้คล้ายมนุษย์มากที่สุด เช่น การใช้เสียง การจดจำใบหน้า ซึ่งระบบอัจฉริยะที่กล่าวไปนำไปใช้ในงานหรือสร้างอุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น ระบบโต้ตอบอัตโนมัติด้วยเสียง หรือการใช้ AI ในอุตสาหกรรมบันเทิง การถ่ายทำภาพยนตร์ การเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นต้น

“ปัจจุบันนี้มีความพยายามที่จะสร้าง AI ขึ้นมาทำงานแทนมนุษย์ได้หลายส่วน ที่เห็นได้ชัดคือการ Synthesize คำพูดหรือสังเคราะห์คำพูดของมนุษย์ การเรียนรู้การใช้เสียง สำเนียง ความราบรื่นการพูดของ AI ที่สร้างขึ้นด้วยองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ จะมีความคล้ายคนมากยิ่งขึ้น แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงที่สร้างขึ้น หรือเป็นเสียงจริงของมนุษย์ หรือเป็นเสียงที่ได้รับการปรับความถี่ จูนให้เข้ากับเสียงคนใดคนหนึ่ง เช่น ถ้าอยากสร้างเสียง เราอาจจะต้องใช้เสียงของเราพูดซ้ำ ๆ เพื่อให้ระบบ AI เรียนรู้เสียงลักษณะนี้ บันทึกลงในระบบสักระยะหนึ่ง แล้วเราก็ให้ AI จะเข้าไปประมวลผล เรียนรู้แพตเทิร์นของเสียงในรูปแบบประโยคต่าง ๆ บันทึกไว้ จนสามารถสร้างเสียงที่คล้ายกันขึ้นมาได้” ผศ.ดร.ปกรณ์เล่าความมหัศจรรย์ของเสียงให้ฟังอย่างน่าติดตาม

เรื่องของเสียง ทำให้นำ AI มาใช้ตอบคำถามด้วยระบบอัตโนมัติหรือระบบที่เราเรียกกันว่า Chatbot หรือ ‘หุ่นยนต์สนทนา’ ที่คอยตอบคำถามต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบตัวอักษร และใช้เสียง

นอกจากเรื่องของเสียง อีกหนึ่งตัวอย่างที่ ผศ.ดร.ปกรณ์เล่าให้ฟัง “เราคงเคยเล่นแอพพลิเคชันที่สลับใบหน้ากัน มีสองคนหรือสามคน ตอนนี้ก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วย AI และสามารถทำได้เนียนจนสังเกตได้ยากว่า ภาพนี้คือหน้าของอีกคนที่มาอยู่บนภาพร่างกายของอีกคน แม้กระทั่งตอนพูดก็สามารถสร้างใบหน้าให้ขยับได้ พูดได้ ขยับศีรษะได้ เหมือนกับคนในใบหน้านั้นเอง เป็นผู้พูดเอง และอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ AI ที่พัฒนาให้มีความสามารถตรงนี้ได้รับการเอามาใช้งานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ได้”

พัฒนา AI ให้เกิดประโยชน์

เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าต้องมีด้านบวกและด้านลบขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ เช่นเดียวกับ AI “หากเรานำ AI ไปใช้ในด้านไม่ดี สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ได้ อย่าลืมว่า AI มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น ปัจจุบัน AI ฉลาดได้เพราะมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้กำกับหรือควบคุม เรากำกับได้เพราะเราใส่ข้อมูล แต่อาจจะมีอคติ (Bias) เกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับเราใส่ข้อมูล ถ้าเราใส่ข้อมูลที่ยุติธรรม อยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม AI จะเรียนรู้ และทำตามที่เราต้องการในด้านดี แต่ถ้าเราป้อนข้อมูลที่ลำเอียงหรือเอนเอียง AI อาจจะประมวลผลเอนเอียงได้”

เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือมนุษย์เรียนรู้ที่จะสร้าง AI อย่างไร “มนุษย์ต้องเป็นคนที่คอยป้อนข้อมูล ให้ AI ไปเรียนรู้ ประมวลผล ข้อมูลที่ใส่เข้าไปสำคัญมาก เปรียบเหมือนกับว่าคนได้ไปกำกับวิญญาณหรือการทำงานของ AI การทำงานของ AI ที่ฉลาดเพราะมีข้อมูลจากมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตามอาจจะฉลาดในทางที่ผิดก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้สร้างหุ่นยนต์นั้น” รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อมนุษย์สร้าง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ให้มีความใกล้เคียงมนุษย์ ตัวมนุษย์เองก็อย่าลืมว่าต้องเรียนรู้ พัฒนาทักษะต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ อยู่ร่วมกับ AI และทำงานร่วมกับ AI ในโลกอนาคตได้ โดยที่ไม่สูญเสียความสามารถที่ละเอียดอ่อน เช่น การสัมผัสอารมณ์ความรู้สึก การคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถาม รวมไปถึงการเปิดใจรับฟังกันและกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาสังคม เรียกได้ว่า ปัญญาที่สำคัญที่สุดคือ “ความรอบรู้ ความฉลาดอันเกิดจากการเรียนรู้ และการคิด” และขณะนี้หุ่นยนต์หรือ AI กำลังพัฒนาความสามารถในด้านนี้ไปพร้อมกับมนุษย์ที่ต้องพยายามเรียนรู้ ค้นคว้า ฝึกฝนการคิด และพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน

Writer

ปิยะบุตร เเตงตาด
ทีมข่าวบ้านกล้วยสายลุย ถึงไหนถึงกันเสมือนการออกไปทำข่าวเหมือนไปเที่ยวเล่นเเละทำงานไปด้วย